ผู้เขียน หัวข้อ: ชมรมล้างพิษเพื่อสุขภาพ  (อ่าน 49748 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ lung_ood

  • เด็กมหาลัย..
  • *****
  • กระทู้: 766
    • ดูรายละเอียด
Re: ชมรมล้างพิษเพื่อสุขภาพ
« ตอบกลับ #135 เมื่อ: 02 ธันวาคม 2555 02:31:05 »




                                            “วันนี้คุณดื่มนมรึยัง?”

มหันตภัยร้ายจากนมที่พ่อแม่หลายคนนึกไม่ถึง
เพราะ “นมสด” ทุกวันนี้มีไวรัสร้ายแฝงอยู่
จึงทำให้เด็กที่ดื่มนมวัวบ่อยๆ จะเป็นภูมิแพ้, ไฮเปอร์แอ็คทีฟ (ซนเป็นลิง)
สาเหตุเกิดจากการผลิตในระดับอุตสาหกรรม (Mass Production) ที่ต้องให้อาหารเม็ดเร่งน้ำนมและใช้เครื่องรีดนมจนเต้าวัวอักเสบ
ดังนั้นถ้าให้เด็กดื่มนมจึงควรผสม “โยเกิร์ต” ลงไปด้วยสัก ๑-๒ ช้อน ให้จุลินทรีย์ในโยเกิร์ตไปช่วยจัดการไวรัสแล้วเปลี่ยนเป็น
วิตะมินบี ๑๒ ไปบำรุงสมอง...เท่านี้ลูกคุณก็จะแข็งแรงสมองแจ่มใส ไม่ป่วยบ่อย!

ออฟไลน์ lung_ood

  • เด็กมหาลัย..
  • *****
  • กระทู้: 766
    • ดูรายละเอียด
Re: ชมรมล้างพิษเพื่อสุขภาพ
« ตอบกลับ #136 เมื่อ: 11 ธันวาคม 2555 01:11:49 »


                                      สุดยอดอาหารต้านโรค น้ำมันมะพร้าว+กระเทียม

ประโยชน์
- กระตุ้นและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย หยุดยั้งไวรัสและแบคทีเรียต่างๆได้ เช่น หวัด โรคกระเพาะ อาหารเป็นพิษ
- ช่วยเลือดไหลเวียนดี ละลายลิ่มเลือด ลดความดัน
- บำรุงตับ สามารถรักษาโรคตับแข็ง ไวรัสตับอักเสบ A,B,C และลดความเป็นพิษต่อตับของเห็ดมีพิษได้
- ป้องกันและบรรเทาปัญหาแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน
- ป้องกันโรคต้อกระจก และโรคตาต่างๆ
- ป้องกันโรคหัวใจ
- โรคเส้นโลหิตในสมองแตก
- เพิ่มการทำงานของวิตามิน C และ E, กลูตาไธโอนและ Q10 และสามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ได้อีก
- สามารถปิดสวิทซ์ของรหัสพันธุกรรมที่เร่งขบวนการชราภาพและปิดสวิทซ์การเกิดโรคมะเร็งได้
- ล้างและกำจัดสารพิษในร่างกายได้ดี
- ลดความอ้วน
ชาวเอเชียรวมทั้งรุ่นปู่ย่าของเราล้วนใช้กันมานานแล้ว และ 40 ปีที่แล้ว นักวิจัยชาวเยอรมันได้แยกส่วนสำคัญ 2 อย่างออกมา ตั้งชื่อสารอาหารนี้ใหม่ว่ากรดอัลฟ่าไลโปอิก (ALPHA LIPOIC) เป็น SUPER ANTIOXIDANT หรือ UNIVERSAL ANTIOXIDANT คือสารต่อต้านอนุมูลอิสระครอบจักรวาลเพื่อใช้รักษาโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน อาหารไม่ย่อย และให้เป็นอาหารสำหรับเด็กทารกที่มีปัญหาเรื่องระบบการย่อย
ปัจจุบันมีการค้นคว้าเพิ่มเติมมากมายของคุณสมบัติสุดยอดสาร ANTIOXIDANT ที่มีสรรพคุณดังนี้
สาระสำคัญ 2 อย่างที่ว่ามี กรดไขมันขนาดกลาง C8 กรดคาปริลิก (CAPRILIC ACID ) และกำมะถัน (SULFUR) 2 โมเลกุล ปัจจุบันทางบริษัทผู้ผลิตแจ้งว่าสกัดมาจาก บล็อกโคลี, ผักโขม, เนื้อวัว
- แต่น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันชนิดเดียวในโลกที่มีกรดไขมันขนาดกลางสูงสุดถึง 63% ประกอบด้วย C8 กรดคาปริลิก,C10 กรดคาปริก, C12 กรดลอริก กรดไขมันทั้ง 3 ตัวทำงานคล้ายกันและส่งเสริมการทำงานซึ่งกันและกัน เราจึงนำมาใช้งานร่วมกันได้ ไม่ต้องแยกใช้
- กระเทียมมีสารประกอบกำมะถันสูงมาก และยังมีสารสำคัญอีก 30 กว่าชนิด
ถ้าเรานำน้ำมันมะพร้าว + กระเทียม สิ่งที่เราได้จากธรรมชาติ ไม่ต้องหาซื้ออาหารเสริมอย่างกรดอัลฟ่าไลโปอิก (1 ขวดมี 60 เม็ด ราคา 2,000 กว่าบาท) โดยนำน้ำมันมะพร้าวและกระเทียมทานเป็นประจำเหมือนรุ่นปู่ย่าเราในสมัยก่อน ช่วยทำให้ร่างกายเราแข็งแรงขึ้นอีกมาก และหาได้ง่ายๆในสังคมของเรา ไม่ต้องหาซื้อจากต่างประเทศ ต้องขอบคุณนักค้นคว้าที่ได้และวิจัยถึงคุณสมบัติอันสุดยอดของสารอาหารนี้ ทำให้เราตระหนักและได้นำความเป็นธรรมชาติที่มีอยู่นำกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง
วิธีใช้
1.น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นไม่ผ่านความร้อน(ปราศจากการแต่งกลิ่นสังเคราะห์) 1 ช้อนโต๊ะ
2.กระเทียมสด 3-5 กลีบเล็ก หรือ กระเทียมแคปซูล 2-3 แคปซูล
- ทานก่อนอาหาร ครึ่งชั่วโมงช่วยลดความอ้วน หรือ
- ทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหาร เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ
- ทาน 2-3 มื้อ
อัลฟ่าไลโปอิคแอซิด : แอนติออกซิแดนท์ทุกเหตุการณ์
โดย : Sherry A.Rogers,M.D.
มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยปฏิกิริยาเคมีต่างๆหลายพันชนิดที่เกิดขึ้นในแต่ละวินาทีในปฏิกิริยาเหล่านี้ เราได้ยักย้ายถ่ายเทอีเลคตรอนไปมาเพื่อเปลี่ยนแปลงอาหารให้กลายเป็นพลังงานสำหรับระบบร่างกาย ขับของเสีย และขจัดสารพิษที่เกิดจากสารเคมีที่รับประทานหรือหายใจเข้าไป การถ่ายเทอีเลคตรอนมีลักษณะเหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรี คือมักจะมีอีเล็คตรอนเหลือตกค้างที่ไม่มีที่อยู่ในโมเลกุลใดๆอยู่ด้วย
อีเลคตรอนโดดเดี่ยว (orphan electrons) เหล่านี้มีชื่อเรียกว่าฟรีแร็คดิคัล จะทำทุกอย่างเพื่อหาที่อยู่ของตัวเองให้ได้ มันจะทะลวงเข้าไปที่เยื่อบุเซลหรือเอนไซม์เพื่อที่จะเข้าไปอยู่ในโมเลกุล และนั่นก็ทำให้เกิดความเสียหายขึ้นกับเนื้อเยื่อและเอนไซม์ การที่อีเลคตรอนไปทำลายเนื้อเยื่อทำให้เกิดปฏิกิริยาเปอร์ออกซิเดชั่นของไขมันเนื่องจากเนื้อเยื่อประกอบขึ้นจากไขมัน ทำให้เกิดรูในส่วนที่ถูกออกซิไดซ์ แล้วทำให้การทำงานของเนื้อเยื่อลดลงทำให้เซลตายเร็วกว่าเวลาอันควรทำให้ขาดสารอาหาร และไปทำให้เกิดความเครียดต่อระบบร่างกายได้หลายๆทาง
ฟรีแร็คดิคูลหรืออนุมูลอิสระเป็นต้นเหตุของการเป็นโรคหลายอย่างและชราภาพ ดังนั้นเราจะได้เปรียบขึ้นหากพยามทำให้เกิดน้อยที่สุด มีฟรีแร็ดดิคัลอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดมีหน้าที่ต่างกันและต้องใช้สารแอนติออกซิแดนท์ที่ต่างกันออกไปเพื่อขจัดพิษและควบคุมมัน เช่น
- แร็ดดิคัลเดี่ยวของออกซิเจนเป็นฟรี แร็ดดิคัลที่สามารถจัดการได้ด้วย บีท่าแคโรทีน
- แร็ดดิคัลของเปอร์ออกซิล (peroxyl radical) สามารถจัดการได้ด้วย วิตามิน อี
- แร็ดดิคัลของไฮดร็อกซิล (hydroxyl radical) กำจัดได้ด้วยกลูตาไธโอน
- ออกซิลแร็ดดิคัล (oxyl radical) ด้วยโคคิว 10

สารแอนติออกซิแดนท์อื่นๆอย่างเช่นไวตามินซี สามารถขับไล่พิษจากโลหะหนักซึ่งจะไปทำให้เกิดฟรีแร็ดดิคัลในภายหลังได้ ไวตามิน ซี ยังสามารถทำให้ไวตามีน อี นำกลับมาใช้ได้ใหม่อีกครั้งเมื่อไวตามิน อี ทำการกำจัดเปอร์ออกซิลแร็คดิคัล ตัวมันเองก็จะสูญเสียอีเลคตรอนและไม่สามารถกำจัดฟรีแร็ดดิคัลได้อีกต่อไป ไวตามีน ซี จะเป็นตัวให้อีเลคตรอนที่ขาดนี้และทำให้ไวตามิน อี สามารถกลับมาทำงานได้อีก
แต่ถ้ามีสารแอนติออกซิแดนท์ชนิดหนึ่งซึ่งสามารถจัดการกับฟรีแร็ดดิคัลในรูปแบบต่างๆได้จะเกิดอะไรขึ้น สารอาหารอย่างเดียวอาจทำงานทั้งหมดนี้ได้และยังอาจทำงานบางอย่างที่สารแอนติออกซิแดนท์ตัวอื่นๆไม่สามารถทำได้อีกด้วย นั้นคือทำให้สารอาหารที่สำคัญๆกลับคืนสภาพมาใช้งานกำจัดพิษได้ใหม่อีกครั้ง แล้วสารนี้เรียกว่าไลโปอิคแอซิด จากงานวิจัยระบุว่ามันอาจจะไม่เพียงแต่ยังช่วยทำให้ไวตามินอี กลับมาใช้งานได้ใหม่เท่านั้นแต่ยังรวมไปถึง กลูตาไธโอน,ไวตามินซี,โคคิว10, และเอนไซม์สำหรับกระบวนการเมตาโบลิซึ่มอื่นๆ ด้วย
ร่างกายเราใช้ไลโปอิคแอซิดสำหรับเมตาโบลิซึ่มในเซล เนื่องจากเป็น กรดไขมันที่มีความยาวขนาดกลาง (medium-Chain fatty acid) ทำให้ร่างกายดูดซึมได้ง่าย เมื่ออยู่ในเซลไลโปอิคแอซิดจะถูก reduce (ซึ่งเป็นปฏิกิริยาเคมีชนิดหนึ่ง ที่สามารถถ่ายทอดพลังแก่คนอื่น) ทำให้เป็นไดโฮโดรไลไปอิคแอซิด ซึ่งเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ที่ทรงประสิทธิภาพในการทำลายพวกซุปเปอร์ออกไซด์ไฮโดรเปอร์ออกซิล และไฮดร็อกซิลแร็ดดิคัลทั้งหลาย เมื่อตัวมันให้อีเลคตรอนเพื่อไปทำให้แอนติออกซิแดนท์อื่นๆใช้การได้อีกครั้ง ตัวเองก็ยิ่งกลับทรงพลังมากยิ่งขึ้นไปอีกโดยยังไปสามารถกำจัดฟรีแร็คดิคัลได้อีกทั้งๆที่ตัวเองอยู่ในรูป reduced form (คือให้อีเลคตรอนแก่คนอื่นไปแล้ว-ผู้แปล) แล้วซึ่งเป็นสิ่งที่สารอื่นทำไม่ได้
ร่างกายสร้างไลไปอิคแอซิดขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับปริมาณที่เราจะเอาไปใช้ได้เลยเมื่อคิดถึงว่าในร่างกายมีปฏิกิริยาเคมีอยู่มากมายเท่าใดที่ต้องจัดการนอกเหนือไปจากเป็นสารแอนติออกซิแดนท์สารพัดประโยชน์และช่วยทำให้สารแอนติออกซิแดนท์อื่นกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง แล้วไลโปอิคแอซิดยังเป็นตัวต่อต้านการเพิ่มจำนวนของไวรัสเอชไอวี และยังช่วยเพิ่มแอนติบอดี้เพื่อต่อต้านกับไวรัสเอชไอวีอีกด้วย
ไลโปอิคแอซิดยังช่วยลดความเสียหายซึ่งทำให้เกิดโรค arteriosclerosis (ผนังหลอดเลือดแดงหนาและสูญเสียความยืดหยุ่น ) ซึ่งกระบวนการที่ชื่อว่า กลัยโคซิเลชั่น (glycosylation) โดยไลโปอิคแอซิด ช่วยให้ปฏิกิริยานี้เกิดสภาพเป็นกลาง ทำให้การเกิดผนังหลอดเลือดหนาและแข็งนี้เกิดช้าลง ทั้งนี้ยังรวมไปถึงอาการข้างเคียงอื่นที่เกิดจากผนังหลอดเลือดหนาแข็งในผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งได้แก่โรคหัวใจ, อาการข้างเคียงจากระบบประสาท,ต้อกระจก,เรติน่าอักเสบจากเบาหวาน,และตาบอด,และอื่นๆอีกมากมาย
การศึกษาต่างๆยังระบุว่า ไลโปอิคช่วยป้องกันตับจากการทำลายของสารเคมี และจากสารอัลดีไฮด์ ซึ่งอย่างหนึ่งเกิดจากเชื้อรา Candida ที่ไปทำให้เกิด “หมอกในสมอง” และอาการอื่นๆอีกมากโดยการผลิตอัลดีไฮด์ส่วนเกินออกมา อัลดีไฮด์เป็นสารที่เกิดขึ้นในร่างกายระหว่างการแยกสลายสารแปลกปลอม และตัวเองจะกลายเป็นพิษหากเกิดคอขวดขึ้นโดยเกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนเป็นสารอื่นไม่ทันทำให้เกิดการสะสมขึ้นอัลดีไฮด์ทำให้หลอดเลือดหนาแข็งตัว,แก่ชรา,ผลด้านลบที่มีต่อพิษสุราเรื้อรัง และโรคทั้งหมดที่เกิดจากเอนไซม์ที่ถูกทำลายกับเนื้อเยื่อที่ต้องทำงานเกี่ยวข้อง ซึ่งไลโปอิคแอซิดอาจช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดจากอัลดีไฮด์เหล่านี้ได้
ไลโปอิคแอซิดยังยับยั้งหรือชะลอการเป็นพิษในระบบประสาทหรือความเสียหายของประสาทหรือความเสียหายของประสาทจากสารเคมีที่สูดดมเข้าไป จึงเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับผู้ที่ไวต่อสารเคมีและไม่สามารถจัดการกับสารเคมีเหล่านั้นได้ดีเท่ากับผู้อื่น ไลโปอิคแอซิดยังอาจช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมซึ่งก่อให้เกิดมะเร็งได้ด้วย
แม้ว่ายังต้องการการวิจัยเพิ่มเติม แต่การศึกษาเกี่ยวกับไลโปอิคแอซิดในปัจจุบันก็ให้ผลที่น่าเชื่อถือผู้เขียน (Sherry A. Rigers, M.D.) ยังไม่สามารถนึกถึงสารอาหารอื่นที่ให้ผลดีได้เท่านี้และดูเหมือนจะไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใด ปริมาณที่แนะนำขึ้นอยู่กับระดับของสารอาหารอื่นและความต้องการปริมาณเริ่มต้นที่ดีอยู่ระหว่าง 50 ถึง 100 ม.ก. วันละ 2 ถึง 3 ครั้ง แต่ไลโปอิคแอซิดก็เหมือนกับอาหารเสริมอื่น คือ ควรมีความสมดุลกับโปรแกรมโภชนาการ โดยรวมทั้งหมดโดยขอคำแนะนำได้จากผู้เชี่ยวชาญ
แปลและเรียบเรียงจากเรื่อง : Lipoic Acid: All-in-One Antioxidant
โดย : Sherry A. Rogers, M.D.
วารสาร : Let’s Live ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน 1996
พอ.นพ. ดำรง เชี่ยวศิลป์ ที่ปรึกษาอาวุโสสภากาชาดไทย
ผู้แปล : ฉัตรตระกูล เจียจันทร์พงษ์, M.P.H. (อาหารและสุขภาพฉบับที่ 97)

ออฟไลน์ lung_ood

  • เด็กมหาลัย..
  • *****
  • กระทู้: 766
    • ดูรายละเอียด
Re: ชมรมล้างพิษเพื่อสุขภาพ
« ตอบกลับ #137 เมื่อ: 11 ธันวาคม 2555 01:13:56 »

                        ภาวะความเป็นกรด-ด่างในร่างกาย

• เมื่อร่างกายมีภาวะเป็นด่าง เซลล์ต่างๆจะแข็งแรงเนื่องจากเซลล์จะได้รับสารอาหารที่จำเป็นและออกซิเจนอย่างเพียงพอ
• เมื่อร่างกายมีภาวะเป็นกรด เซลล์จะอ่อนแอเนื่องจากขาดออกซิเจนและสารอาหาร ทำให้เกิดการการคั่งของของเหลวและสารพิษรอบๆเซลล์ ทำให้เกิดภาวะความเจ็บปวดและโรคต่างๆ ซึ่งในภาวะดังกล่าวจะทำให้ร่างกายเหนื่อยล้า และต้องการการพักผ่อน เพื่อสงวนพลังงานไว้ใช้สำหรับกำจัดสารพิษดังกล่าวออกจากร่างกาย เมื่อร่างกายกำจัดของเสียซึ่งเป็นกรดออกจากร่างกายได้แล้ว เซลล์จะมีค่าpHเป็นด่าง ทำให้การทำงานของเซลล์กลับสู่สภาพปกติ สามารถดูดซึมสารอาหารและแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ดีขึ้น
ร่างกายเราเปรียบเสมือนธนาคาร สามารถสะสมสารอาหาร ตลอดจนแร่ธาตุไว้ใช้ เมื่อเรากินอาหารที่มีส่วนประกอบของแร่ธาตุที่เป็นด่างในปริมาณมากกว่าความต้องการใช้ในขณะนั้น ร่างกายจะเก็บแร่ธาตุเหล่านี้ไว้สำหรับใช้ต่อไป
อาหารที่ทำให้ร่างกายเกิดภาวะเป็นด่าง ได้แก่ ต้นงอก ผัก(โดยเฉพาะหน่อไม้ฝรั่ง วอเตอร์เครส แตงกวา ถั่ว ผักกาด ผักชีฝรั่ง เครื่องเทศ หัวหอม คึ่นฉ่าย แครอท) ผลไม้ (โดยเฉพาะ มะนาว ส้ม สับปะรด กีวี เชอรี่ สตรอเบอร์รี แตง แอปเปิ้ล แอพริคอท อโวคาโด) คีเฟอร์ โยเกิร์ต ชาสมุนไพร นอกจากอาหารแล้วความคิดในแง่บวก เช่น ความสุข สมหวังก็ทำให้ร่างกายมีค่าเป็นด่างด้วย

          อาหารที่ทำให้ร่างกายเกิดภาวะเป็นกรด ได้แก่
 
  พวกแป้งและโปรตีน (พวกเนื้อสัตว์และแป้ง น้ำตาลขัดสี) ชา กาแฟ น้ำอัดลม สุรา เบียร์ เกลือ น้ำตาล อาหารสำเร็จรูป ผงชูรส และความเครียด ตลอดจนความคิดในแง่ลบ( โกรธ เกลียด ซึมเศร้า) ก็ส่งผลทำให้ร่างกายเกิดสภาวะเป็นกรด หมายเหตุ : เมล็ดธัญพืชทุกชนิด รวมถึงถั่ว มีคุณสมบัติเป็นกรด ยกเว้นเมื่อนำมาปลูกเป็นต้นงอก จะมีคุณสมบัติเป็นด่าง
ในร่างกายของมนุษย์เรามีกลไกควบคุมความเป็นกรด-ด่างในกระแสเลือดให้อยู่ที่ประมาณ 7.4 เมื่อร่างกายมีสภาวะเป็นกรดจะเกิดกลไกการละลายแคลเซียมออกจากระดูกเพื่อที่จะสะเทินความเป็นกรด กลไกนี้เกิดขึ้นเพื่อที่จะพยายามรักษาความเป็นด่างไว้ให้ร่างกาย แต่ถ้าร่างกายต้องอยู่ในสภาพเป็นกรดนานๆ กลไกการควบคุมสมดุลก็จะสูญเสียไป ทำให้เกิดกรดสะสมในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วย อาทิเช่น อาการปวดหัว ข้ออักเสบ ความเหนื่อยล้า ภาวะกระดูกพรุน เป็นต้น
ดังนั้นเราสามารถช่วยกำจัดภาวะกรดดังกล่าวได้โดยรับประทานอาหารที่ทำให้ร่างกายเกิดสภาพเป็นด่าง(โดยเฉพาะพวกต้นงอก) โดยสัดส่วนแล้วอาหารที่เรารับประทาน75-80% ควรเป็นอาหารที่ทำให้ร่างกายเกิดสภาวะเป็นด่าง ดื่มน้ำเยอะๆ หายใจลึกๆยาวๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
เรียบเรียง โดย บริษัท กู๊ดเฮลท์ ประเทศไทย จำกัด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 ธันวาคม 2555 01:15:36 โดย lung_ood »

ออฟไลน์ lung_ood

  • เด็กมหาลัย..
  • *****
  • กระทู้: 766
    • ดูรายละเอียด
Re: ชมรมล้างพิษเพื่อสุขภาพ
« ตอบกลับ #138 เมื่อ: 11 ธันวาคม 2555 01:16:51 »

                                                      การดีท็อกซ์

 คือ การล้างพิษ การล้างพิษมีหลายวิธี ได้แก่ การอาบน้ำ การอบ การนวด ร่างกายขับเหงื่อออกทางผิวหนัง ก็เป็นการล้างพิษ ขจัดเอาพิษออกและการสวนล้างลำไส้ ก็นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้วยังช่วยให้อวัยวะและระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล อีกทั้งช่วยบำรุงผิวพรรณผ่องใส เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
การล้างพิษในร่างกาย ที่จะทำให้มีสุขภาพที่ดี จำเป็นต้องบำรุงรักษาทั้งร่างกายและจิตใจจึงควรล้างพิษผ่านวิธีทั้ง 5 ได้แก่
- กินเพื่อล้างพิษ กินอาหารปรับสมดุลรักษาโรค
- อดเพื่อล้างพิษ การอดอาหาร เพื่อให้ร่างกายได้พัก เพื่อเป็นการเก็บกวาดของเสีย และสารพิษออกไป
- ฝึกลมปราณเพื่อล้างพิษ ฝึกลมปราณสร้างกำลังภายใน เพื่อขับของเสีย ขับพิษออก
- ฝึกสมาธิเพื่อล้างพิษทางจิตใจ ฝึกสมาธิเพื่อรักษาโรค
- สวนลำไส้เพื่อล้างพิษ เพื่อขจัดของเสีย ขับ สารพิษออกจากลำไส้ และตับ

ออฟไลน์ lung_ood

  • เด็กมหาลัย..
  • *****
  • กระทู้: 766
    • ดูรายละเอียด
Re: ชมรมล้างพิษเพื่อสุขภาพ
« ตอบกลับ #139 เมื่อ: 11 ธันวาคม 2555 01:18:23 »

                                                ฝึกสมาธิ..
         . ล้างพิษในใจ คนที่ฝึกสมาธิได้ระดับหนึ่งร่างกายจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุขออกมาค่ะ และเมื่อร่างกายสงบ เกิดสมาธิ หัวใจจะเต้นช้าลง ลมหายใจที่เคยสั้นเพราะเครียดก็จะยาวขึ้น เมื่อควบคุมลมหายใจได้ทำให้ปอดขยาย ร่างกายก็สามารถปรับออกซิเจนได้มากขึ้น เกิดกระบวนการเผาผลาญไขมัน ลดการอักเสบในระบบภูมิคุ้มกัน ร่างกายจะสร้างเม็ดเลือดขาวที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกายได้มากขึ้น แถมทำให้คลื่นสมองเป็นระเบียบ ช่วยให้มีความจำดีขึ้น ความเครียดของมนุษย์ทำให้เกิดโรคภัยมากมาย โดยร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียด ทำให้ภูมิคุ้มกันภายในลดลง และทำให้เกิดเชื้อไวรัสและการติดเชื้อต่างๆ พร้อมกับทำให้ลุกลามไปมากขึ้น ดังนั้น เมื่อทราบสาเหตุดังกล่าวว่าโรคทางกายนั้นเกิดจากโรคทางใจ วิธีเดียวที่จะบำบัดภาวะดังกล่าว คือ การทำวิปัสสนากรรมฐานการเจริญสติและฝึกสมาธิ โดยสามารถทำให้เกิดปัญญา ซึ่งจะช่วยรักษาโรคร้ายทางกายของเราได้
ที่ต่างประเทศมีการทดลองว่าในภาวะที่กำลังเข้าสู่สมาธิ หรือในสภาวะที่ถูกสะกดจิตให้สงบมาก ๆ นั้น ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานในร่างกายน้อยลง จะทำให้หัวใจ การหายใจ และชีพจรโลหิตทำงานช้าลง ทำให้การเผาผลาญเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย และการเกิดสารอนุมูลอิสระลดน้อยลงด้วย โดยจะทำให้การก่อเซลล์มะเร็ง และการเกิดโรคร้ายก็จะน้อยลง

ออฟไลน์ lung_ood

  • เด็กมหาลัย..
  • *****
  • กระทู้: 766
    • ดูรายละเอียด
Re: ชมรมล้างพิษเพื่อสุขภาพ
« ตอบกลับ #140 เมื่อ: 11 ธันวาคม 2555 01:19:35 »

                                                                    ฝึกลมปราณ
 เพื่อขจัดพิษออก โดยปกติคนเราจะหายใจช่วงสั้นและตื้นไม่ได้ใช้ความสามารถของปอดที่สามารถขยาย และหดอย่างเต็มที่ จึงทำให้ปอดไม่ได้หายใจเอาอากาศดีเข้าและขับอากาศเสียออกจากร่างกายอย่างเต็มที่ ปอดจึงไม่สามารถฟอกโลหิต ให้สดใสสมบูรณ์ดีเท่าที่ควรเป็นผลให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ง่าย การฝึก “ ลมปราณ ” จะช่วยป้องกันและรักษาท่านหายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ และการฝึกลมปราณก็ต้องอาศัยการฝึกจิตให้สงบก่อน
การฝึกลมปราณนี้ก็คล้ายกับการฝึกสมาธิ ต่างกันเพียงแต่ฝึกสมาธิทั่วไป ไม่ได้เน้นหนักให้หายใจลึก แต่ฝึกลมปราณ เน้นหนักให้หายใจลึก ๆ ด้วยใจที่เป็นสมาธิ พอมีจังหวะ 5-10 นาที เราก็สามารถเดินลมปราณ โดยไม่จำเป็นต้องหลับตาเพียงแต่ค่อยๆ ถอนหายใจให้ลึกตามแบบฝึกลมปราณด้วยสมาธิ อันจดจ่อกับลมหายใจเข้าออกเมื่อฝึกจนคล่องตัวแล้ว เวลาอากาศหนาวๆ เราก็เดินลมปราณสักครู่หนึ่ง ก็จะเพิ่มความอบอุ่นในร่างกายขึ้น ทำให้ร่างกายแข็งแรงไม่เป็นหวัดได้ง่ายด้วย การฝึกลมปราณอยู่เสมอ ยังเป็นการรักษาโรคปวดเมื่อยตามเอ็นตามข้อ

ออฟไลน์ lung_ood

  • เด็กมหาลัย..
  • *****
  • กระทู้: 766
    • ดูรายละเอียด
Re: ชมรมล้างพิษเพื่อสุขภาพ
« ตอบกลับ #141 เมื่อ: 11 ธันวาคม 2555 01:21:34 »

                                        เอนไซม์

  มีความสำคัญต่อการทำงานในทุกส่วนของร่างกายตั้งแต่การย่อยอาหาร ไปจนถึงการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ถ้าปราศจากเอนไซม์แล้ว ร่างกายจะไม่สามารถทำกิจกรรมใดๆได้ ระบบในการทำงานภายในเซลล์จะยุติ และเป็นอันตรายจนถึงขั้นถึงแก่ชีวิตได้ การขาดเอนไซม์บางชนิดจะทำให้ขบวนการทำงานของร่างกายช้าลง ทำให้เซลล์เสื่อมสภาพเร็วขึ้น

เอนไซม์ในต้นงอกมีหลากหลายชนิดด้วยกัน แต่เอนไซม์ที่ควรให้ความสำคัญในต้นงอก คือ SOD และ โคเอนไซม์Q10
• SOD (superoxidase dimutase) เป็นเอนไซม์ทีทำหน้าที่ดักจับและทำลายแบคทีเรีย จุลชีพ และของเสียจากเซลล์ ซึ่งถือว่าเป็นเอนไซม์สำคัญในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
• โคเอนไซม์Q10 เป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระ คอยให้พลังงานแก่เซลล์ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของวิตามินอีในการทำลายสารอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ยังเป็นตัวเร่งขบวนการสร้างพลังงานของร่างกายในขบวนการต่างๆ เอนไซม์ชนิดนี้พบในเมล็ดพืชที่ยังไม่ถูกความร้อนเช่น ถั่ว รวมถึงต้นงอก
ปริมาณเอนไซม์จะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ปริมาณเอนไซม์จะมีมากที่สุดในช่วงวัยรุ่น และเมื่ออายุ 80 ปี เอนไซม์จะลดลงถึง 30 เท่า ดังนั้นการกินอาหารที่มีเอนไซม์ตามธรรมชาติจะช่วยเพิ่มพลังชีวิตให้แก่เรา คนที่เหนื่อยง่ายและป่วยง่าย สาเหตุหลักมาจากการกินอาหารที่ขาดแคลนเอนไซม์ อาหารเหล่านั้นนอกจากจะไม่เพิ่มพลังชีวิตให้เรา ยังอาจถูกเปลี่ยนเป็นสารพิษแทน

ที่จริงแล้วเมล็ดพืชทุกชนิดประกอบด้วยเอนไซม์จำนวนมาก แต่ขณะที่เมล็ดนั้นแห้งอยู่เอนไซม์จะไม่ทำงาน เพราะเอนไซม์นั้นจะพักการทำงานชั่วคราวโดยสารยับยั้งที่มีอยู่ในเมล็ดพืช ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมล็ดพืชสามารถอยู่ในดินได้เป็นเวลาหลายปีโดยไม่เน่าเปื่อย แต่สำหรับมนุษย์ ไม่ควรรับประทานเมล็ดพืชดิบๆเพราะเราไม่สามารถกำจัดสารยับยั้งเอนไซม์ในเมล็ดพืชได้ ดังนั้นเมล็ดพืชจึงเป็นอาหารที่ย่อยยากสำหรับมนุษย์ เราจึงต้องใช้การหุงต้มหรือปรุงให้สุกเพื่อช่วยทำให้ย่อยง่ายขึ้น แต่ความร้อนจากการหุงต้มก็ทำลายคุณค่าของเอนไซม์สำคัญที่อยู่ในเมล็ดนั้นๆ ทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้คุณได้รับคุณค่าของเอนไซม์ได้ครบถ้วนและสามารถกำจัดสารยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ได้คือ การปลูกต้นงอก แล้วนำมาบริโภคสด ซึ่งอาจจะเป็นการกินทั้งต้น หรือนำมาคั้นน้ำก็ได้
การปรุงอาหารให้สุกจะทำลายเอนไซม์ที่มีอยู่ในอาหาร นอกจากนี้เอนไซม์ยังอาจถูกทำลายหรือลดปริมาณลงได้ในสภาพต่อไปนี้
o ความเย็น (การแช่เย็น) จะยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ถึงแม้ว่าการแช่เย็นจะช่วยให้เก็บอาหารได้นานขึ้น แต่คุณค่าของเอนไซม์ก็จะลดลงด้วย
o สารกันบูด (รวมถึงเกลือ) สามารถยืดอายุของอาหารได้โดยสารกันบูดจะยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ และทำลายเอนไซม์ด้วย
o การตากแห้ง จะทำลายเอนไซม์
o อาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป จะสามารถเก็บได้นานขึ้น แต่ในขบวนการผลิตจะใช้ความร้อนจากขบวนการผลิตจะทำลายคุณค่าเอนไซม์ทั้งหมด
o คลื่นความร้อนจากไมโครเวฟ สามารถทำลายเอนไซม์ในอาหารได้
เอนไซม์นั้นไวต่อความร้อน และถูกทำลายได้เมื่อความร้อนเกิน 45 องศาเซลเซียส ดังนั้นการหุงต้มที่เราทำกัน(อุณหภูมิจุดเดือดของน้ำที่ 100 องศาเซลเซียส) จึงทำลายคุณค่าของเอนไซม์ที่มีอยู่เกือบทั้งหมด
นอกจากนี้หากอาหารที่กินส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ผ่านการปรุงสุกหรืออาหารสำเร็จรูปแล้ว ต่อมที่ทำหน้าที่ผลิตน้ำย่อย เช่นตับอ่อนจะมีขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องจากต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อผลิตเอนไซม์ หรือน้ำย่อยมาเพื่อใช้ย่อยอาหารที่ไม่มีเอนไซม์ในตัวมัน ซึ่งอาการอย่างแรกที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาการขาดเอนไซม์ คือ ปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหาร คุณจะพบอาการท้องอืด มีลมในทางเดินอาหาร อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย ลำไส้ทำงานไม่ปกติ นอกจากนี้ภาวะขาดเอนไซม์ยังทำให้เกิดโรคและความผิดปกติอีกกว่า 200 อย่าง อาทิเช่น ข้ออักเสบ ผิวหนังอักเสบ ข้อต่อล็อค ขาดพลังงาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต มะเร็ง รอยเหี่ยวย่นที่ผิวหนังก่อนวัย อวัยวะต่างๆทำงานได้จำกัด
เราควรกินอาหารสดที่ยังไม่ผ่านการปรุงสุกที่หลากหลาย เพื่อให้ร่างกายได้รับเอนไซม์และทำให้ร่างกายมีสภาพเป็นด่าง ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถหยุดยั้งอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปได้ แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะกินอะไร ซึ่งการบริโภคอาหารพวกต้นงอกเป็นประจำจะช่วยให้คุณได้รับเอนไซม์และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายในปริมาณมากเลยทีเดียว
เหตุผลอีกประการหนึ่ง ที่ต้นงอกเป็นอาหารอันทรงคุณค่า เพราะต้นงอกเป็นอาหารที่ย่อยง่ายและให้พลังงานสูง เมล็ดพืชที่คุณสามารถนำมาเพาะเป็นต้นงอกได้มีหลายชนิด เช่น
• ตระกูลถั่ว เป็นพืชที่อุดมไปด้วยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต แต่เมื่ออยู่ในรูปของต้นงอก กลับเป็นอาหารที่ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะเป็นกรดในร่างกาย
• ทานตะวัน ประกอบด้วยวิตามินบีและดีสูง นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็นหลายชนิด
• งา เป็นแหล่งของแคลเซียม ธาตุเหล็ก ไนอะซิน โปรตีนและฟอสฟอรัส (ฟอสฟอรัสจะช่วยให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ตื่นตัวและมีสมาธิ และยังเป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟันอีกด้วย ดังนั้นจึงเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับทารกและเด็ก)
• อัลฟาฟ่า เป็นเมล็ดพืชที่นิยมนำมาเพาะเป็นต้นงอก เนื่องจากมีคลอโรฟิลล์จำนวนมาก วิตามินเอ วิตามินบีคอมเพลกซ์ ซี ดี อี จี เค นอกจากนี้ยังประกอบด้วยธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัสและซัลเฟอร์ปริมาณมาก)
• ธัญพืช : ต้นงอกของต้นกล้าข้าวสาลีเป็นธัญพืชอัศจรรย์ อุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิด ได้แก่ วิตามินซี อี บีคอมเพลกซ์ แมกนีเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม โพทัสเซียม โปรตีน เอนไซม์ และคลอโรฟิลล์ แต่เมื่อเรานำต้นข้าวสาลีไปปรุงให้สุก กลับเป็นสาเหตุของภาวะภูมิแพ้ ภาวะท้องผูก ในขณะที่ต้นกล้าข้าวสาลีนั้นประกอบด้วยแป้งจำนวนมากซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวซึ่งสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย
ต้นงอกจัดเป็นพืชมหัศจรรย์ เนื่องมีปริมาณวิตามินและสารอาหารสูงกว่าพืชชนิดเดียวกันที่โตเต็มที่แล้ว พบว่าในต้นงอกบางชนิดมีวิตามินเพิ่มขึ้นถึง 500% ยกตัวอย่างเช่น ต้นกล้าข้าวสาลีมีวิตามินบี12 เพิ่มขึ้น 4 เท่า วิตามินบีอื่นๆเพิ่มขึ้น 3-12 เท่า วิตามินอี เพิ่มขึ้น 3 เท่า หรือในต้นถั่วงอกมีวิตามินเอมากกว่าเมล็ดถั่วแห้ง 2.5 เท่า หรือ ในเมล็ดถั่วซึ่งแหล่งที่อุดมไปด้วยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน แต่ปราศจากวิตามินซี เมื่อครั้งที่เรานำมาเพาะเป็นต้นงอก พบว่ามีปริมาณวิตามินซีในต้นงอก 3.5 ออนซ์มีมากถึง 20 มิลลิกรัม ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเลยทีเดียว

ออฟไลน์ lung_ood

  • เด็กมหาลัย..
  • *****
  • กระทู้: 766
    • ดูรายละเอียด
Re: ชมรมล้างพิษเพื่อสุขภาพ
« ตอบกลับ #142 เมื่อ: 11 ธันวาคม 2555 01:23:01 »

                                ดร.ออตโต้ วอร์เบิร์ก นักวิทยาศาสตร์รางวันโนเบลเมื่อ พ.ศ. 2474

ได้เคยระบุการค้นพบว่าร่างกายมนุษย์นั้นเซลล์มะเร็งนั้นมักจะพบในที่ๆซึ่งไม่มีออกซิเจนในร่างกาย งานวิจัยชิ้นนี้ก็น่าจะแสดงให้เห็นว่าสภาพความเป็นกรดหรือไฟฟ้าประจุบวกมากๆก็มีโอกาสที่จะเกิดปฏิกิริยา ออกซิเดชั่น (Oxidation) ร่างกายจนออกซิเจนซึ่งมีประจุลบในร่างกายนั้นถูกนำมาทำปฏิกิริยาจนบริเวณดังกล่าวไม่พบออกซิเจน
อนุมูลอิสระมีที่มาจากทั้งแหล่งภายนอกร่างกาย ได้แก่ มลพิษในอากาศ โอโซน ไนตรัสออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ฝุ่น ควันบุหรี่ อาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว น้ำอัดลม และคนที่รับประทานเนื้อสัตว์มากโดยไม่ชอบทานผักและผลไม้ก็จะมีสภาวะความเป็นกรดสูงมาก แม้แต่อารมณ์เครียดและโกรธ ก็จะสร้างภาวะความเป็นกรดในร่างกายได้เช่นกัน
โอกาสที่จะเกิดมะเร็งจึงมาจากการที่เราดื่มกินอาหารทำให้เกิดกรดและขาดประจุลบในร่างกาย ถึงเวลาที่ต้องทบทวนตนเองหรือยังคะ

ออฟไลน์ lung_ood

  • เด็กมหาลัย..
  • *****
  • กระทู้: 766
    • ดูรายละเอียด
Re: ชมรมล้างพิษเพื่อสุขภาพ
« ตอบกลับ #143 เมื่อ: 11 ธันวาคม 2555 01:24:23 »

                                กินยาระบายเป็นประจำเป็นเหตุให้เกิดโรคท้องผูกเรื้อรัง
ยาระบายที่เป็นที่นิยมกันในบ้านเราส่วนใหญ่ จะเป็นยาระบายที่มีฤทธิ์กระตุ้น การเคลื่อนตัวของลำไส้ เช่น ยาระบายมะขามแขก ยากลุ่มนี้จะเพิ่มการหลั่งน้ำและเกลือแร่ และกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ทำให้ถ่ายอุจจาระออกมา ถ้าใช้มากไปจะทำให้ขาดน้ำและ เกลือแร่บางอย่างในร่างกาย การทำงานของลำไส้ใหญ่ลดลง ผู้ใช้ยาระบายเป็นประจำจะ ไม่สามารถถ่ายอุจจาระได้ โดยปราศจากการกระตุ้นของตัวยา ทำให้เป็นโรคท้องผูกเรื้อรัง ยากต่อการแก้ไข ทางออกที่ง่ายที่สุดคือ ควรรับประทานอาหารที่มีกากใย (Fiber ) สูง ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ในแต่ละวัน

ออฟไลน์ lung_ood

  • เด็กมหาลัย..
  • *****
  • กระทู้: 766
    • ดูรายละเอียด
Re: ชมรมล้างพิษเพื่อสุขภาพ
« ตอบกลับ #144 เมื่อ: 11 ธันวาคม 2555 01:25:41 »

                                  pH (ย่อมาจาก power of Hydrogen ion)

 เป็นค่าที่แสดงความเป็นกรดเป็นเบส (ที่เราเรียกว่า ด่าง) ของสารเคมีจากปฏิกิริยาของอิออนของไฮโดรเจน (H+) สามารถทดสอบได้หลายวิธี โดยวิธีที่นิยมและง่ายสุดคือทดสอบด้วยกระดาษลิตมัสจากการเปลี่ยนสี

ออฟไลน์ lung_ood

  • เด็กมหาลัย..
  • *****
  • กระทู้: 766
    • ดูรายละเอียด
Re: ชมรมล้างพิษเพื่อสุขภาพ
« ตอบกลับ #145 เมื่อ: 11 ธันวาคม 2555 01:27:00 »

                      ในทางตรงกันข้ามสารต้านอนุมูลอิสระหรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า Anti Oxidant

ก็อยู่ในพืชและผักหลายชนิด ได้แก ผักใบเขียว (เช่น ตำลึง และผักบุ้ง) หรืออาหารที่มีสีเหลือง (เช่น มะละกอสุก, มะม่วงสุก, มะเขือเทศ, ฟักทอง) รวมถึงอาหารที่มีวิตามิน A, C, E สูง เช่น พืช ผักสีเขียวและผลไม่รสเปรี้ยว ซึ่งอาหารเหล่านี้ให้ฤทธิ์เป็นด่างทั้งสิ้น
ด้วยเหตุผลนี้สูตรค่ายสุขภาพวิถีพุทธของ หมอเขียว (นายใจเพชร กล้าจน) แห่งสันติอโศก จึงเน้นให้ผู้ป่วยดื่มน้ำคลอโรฟิลล์ เพราะสูตรผสมระหว่างย่านาง,ใบบัวบกและใบเตยนั้นนอกจากจะเป็นพืชที่ฤทธิ์เย็นแล้ว ยังเป็นการปรับสมดุลฤทธิ์ด่างเพื่อลดความเป็นกรดในร่างกายได้ด้วย
ด้วยเหตุผลนี้หลักสูตร ล้างพิษตับ ของสันติอโศก ที่ริเริ่มและพัฒนาหลักสูตรโดย คุณแก่นฟ้า แสนเมือง และ คุณขวัญดิน สิงห์คำ และคณะ จึงจัดทำน้ำด่างซึ่งทำมาจากน้ำที่บ่มกับขี้เถ้าแล้ว 7 วัน ให้ผู้เข้าหลักสูตรเพื่อลดความเป็นกรดในร่างกาย
แม้ในต่างประเทศก็มีการนำน้ำฤทธิ์ด่างอย่างเช่น ที่ประเทศอิตาลี มีคุณหมอคนหนึ่งชื่อ ดร.Tullion Simoncini ใช้เบคกิ้งโซดา หรือโซเดียมไบคาร์บอเนต (ซึ่งให้ฤทธิ์ด่าง)ผสมกับน้ำในสัดส่วนที่แตกต่างกันหลายแบบเพื่อใช้บำบัดให้ผู้ป่วยมะเร็งหลายประเภทได้ดื่มรักษาได้ผลดีระดับหนึ่ง

ออฟไลน์ lung_ood

  • เด็กมหาลัย..
  • *****
  • กระทู้: 766
    • ดูรายละเอียด
Re: ชมรมล้างพิษเพื่อสุขภาพ
« ตอบกลับ #146 เมื่อ: 11 ธันวาคม 2555 01:28:14 »

                                              สวนลำไส้..

.ล้างพิษ ฟังชื่อแล้วอย่างเพิ่งเสียวลำไส้กันไปนะคะ การสวนล้างลำไส้เกิดขึ้นเพราะพฤติกรรมการกินอาหารของคนปัจจุบัน อาทิ การกินอาหารขัดสี หรือมีกากใยน้อย ส่งผลให้ลำไส้ทำงานไม่ดีเพิ่มสารพิษให้ร่างกาย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาการเจ็บป่วย หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาผลจากการเปลี่ยนอาหารการกินเป็นแบบตะวันตก การใช้ชีวิตและกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ เปลี่ยนไปมาก ผู้คนจึงเจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่าง อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นหนึ่งในโรคเหล่านั้น ปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วย โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
การขับถ่ายในช่วงเช้า สำคัญอย่างไร ในช่วงเวลา 05.00 – 07.00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ ที่จะทำงานได้ดีในการขจัดพิษ ถ้ายังไม่ยอมขับถ่ายอุจจาระนี้ อุจจาระจากลำไส้ใหญ่ที่ขับถ่ายไม่ออก จะถูกบีบตัวขึ้นมาจากลำไส้ใหญ่ ผ่านลำไส้เล็กมาที่กระเพาะอาหาร อุจจาระก็จะถูกดูดซึมอีกครั้งหนึ่ง ของเสียจะย้อนกลับเข้าไปที่กระแสเลือด ดูดซึมไปยังเซลล์ เนื้อเยื่อ ไปตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เพราะฉะนั้นแก๊สพิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด เลือดจึงไม่สะอาด ถ้าเลือดไม่สะอาดไหลไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย ไหลผ่านสมอง หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ผิวหนัง อวัยวะเหล่านี้ก็จะได้รับแก๊สพิษด้วย
เช่น ก่อนเที่ยงถึงบ่าย ง่วงนอนเพราะเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงหัวใจ หัวใจก็จะอ่อนล้าและไม่สดชื่น มีกลิ่นตัว กลิ่นปาก ก็มาจากเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด ปอดก็จะขับออกทางผิวหนังและลมหายใจ ตัวเองอาจไม่ค่อยได้กลิ่น แต่คนอื่นจะได้กลิ่นเพราะฉะนั้นถ้าปล่อยไว้โดยไม่ขับถ่ายช่วงเวลา 05.00-07.00 น. นานๆ เข้าเป็นเวลาหลายๆ ปี ทำให้เลือดที่ไม่สะอาดไหลผ่านไปเลี้ยงสมองและอวัยวะต่างๆ เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ หรือเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย จะเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น
- ผมร่วง หน้าแก่เร็ว คออักเสบง่าย
- นอนไม่ค่อยหลับ นอนไม่เต็มอิ่ม ฝันบ่อย ปวดไหล่ ตื่นกลางดึกบ่อย ๆ
- ปวดหัวข้างเดียว ปวดหู ปวดกระบอกตา เป็นไซนัส
- เหงือกบวม เจ็บคอ เจ็บลิ้น ปวดชายโครง ปวดหลัง ปวดเข่า กระดูกสะโพก
จะเคลื่อนได้ง่าย ปวดสะโพก ปวดข้อเท้าหลังเท้า วิตกกังวล อาจมีอาการทีละอย่าง หรือหลายอย่างพร้อมกัน

ออฟไลน์ lung_ood

  • เด็กมหาลัย..
  • *****
  • กระทู้: 766
    • ดูรายละเอียด
Re: ชมรมล้างพิษเพื่อสุขภาพ
« ตอบกลับ #147 เมื่อ: 11 ธันวาคม 2555 01:29:37 »

                                      โดยทั่วไปร่างกายคนเรามีสภาพเป็นกรด และ ด่าง

 แต่จะค่อนข้างไปทางด่างมากกว่า คือจะมีค่า PH ประมาณ 7.4 ซึ่งกระบวนการทำงานในร่าง กายจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เช่น การย่อย ดูดซึม สำคัญที่สุดคือการขจัดของเสียออกจากร่างกาย กลับกันถ้าคนเราบริโภคอาหารที่มีสภาพเป็นกรดเข้าไปมากๆ จะส่งผลให้สภาพร่างกายและเลือดจะมีสภาพของความเป็นกรดมากเกินไป ทำให้ อวัยวะที่มีหน้าที่ฟอกเลือด เช่น ม้าม ตับ หัวใจ และไต ทำงานมากจนเกินกำลัง ในที่สุดอวัยวะเหล่านี้ก็จะอ่อนแอลง ทำให้สารพิษที่ตกค้างอยู่ไม่ สามารถถูกกำจัดออกไปได้หมด และถูกเก็บสะสมไว้ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น เก็บไว้ในข้อต่อ เป็นเหตุของโรคปวดตามข้อ โรคเก๊าต์ หรือการ ที่สารพิษหาทางระบายออกทางผิวหนัง เป็นเหตุของสิว กลากเกลื้อน กลิ่นตัวแรง
การกินอาหารที่มีสภาพเป็นกรดให้น้อยลง และเพิ่มปริมาณอาหารที่เป็นด่างให้มากขึ้น จึงจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการมีร่างกายแข็งแรง ถ้ากินอาหารที่มีสภาพเป็นกรดน้อยลงเท่าไร สุขภาพคนเราก็จะดียิ่งขึ้นเท่านั้น
อาหารที่มีสภาพเป็นกรด ( Acid Food)
- เนื้อสัตว์ทุกชนิด ปลา และไข่ - น้ำชา กาแฟ - เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
- ผงชูรส - ของหมักของดอง น้ำส้มสายชู - แป้ง และเมล็ดข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ขัดสีจนขาวแล้ว
- น้ำมัน ไขมันทุกชนิด และอาหารทอดน้ำมัน - อาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำตาลทรายขาว และผลิตภัณฑ์จากน้ำตาล เช่น แยม วุ้น น้ำเชื่อม ลูกกวาด ขนมหวาน ไอศกรีม ผลไม้กระป๋อง น้ำอัดลม โดยเฉพาะน้ำอัดลมจะมีความเป็นกรดสูงมาก และทำให้ฟันผุเร็วอีกด้วย

ออฟไลน์ lung_ood

  • เด็กมหาลัย..
  • *****
  • กระทู้: 766
    • ดูรายละเอียด
Re: ชมรมล้างพิษเพื่อสุขภาพ
« ตอบกลับ #148 เมื่อ: 11 ธันวาคม 2555 01:50:45 »


                            มหัศจรรย์น้ำมันมะพร้าว 19 - 5 Parisut

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=dub5OaSWsFI" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=dub5OaSWsFI</a>

ออฟไลน์ lung_ood

  • เด็กมหาลัย..
  • *****
  • กระทู้: 766
    • ดูรายละเอียด
Re: ชมรมล้างพิษเพื่อสุขภาพ
« ตอบกลับ #149 เมื่อ: 11 ธันวาคม 2555 01:52:17 »


                            มหัศจรรย์น้ำมันมะพร้าว 19 - 4 Parisut
 
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=V_AvebjnSwg" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=V_AvebjnSwg</a>